นิทรรศการถาวร


คลิกที่ข้อความเพื่อเลือกชั้นพิพิธภัณฑ์

Surroundings
นิทรรศการ ชั้นที่ 1
นิทรรศการ ชั้นที่ 2
นิทรรศการ ชั้นที่ 3

เกริ่นนำ

รอข้อมูล


เจ้าหญิงแห่งวังศุโขทัย

รอข้อมูล


คู่บารมี

รอข้อมูล


คลื่นกระทบฝั่ง

รอข้อมูล


จากนิราศสู่นิรันดร์

รอข้อมูล


พระกรุณามากพ้นรำพัน

รอข้อมูล


เสด็จสู่สวรรคาลัย

รอข้อมูล


นิทรรศการหมุนเวียน

รอข้อมูล


การสืบราชสันตติวงศ์

รอข้อมูล


พระราชประวัติก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 ดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ทรงศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนนายร้อยชั้นประถม มีพระยศนักเรียนนายร้อยพิเศษ เมื่อทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชาแล้ว ได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่วิทยาลัยอีตัน ประเทศอังกฤษ ต่อมาทรงศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ม้าที่โรงเรียนนายร้อยเมืองวูลิช ได้รับพระราชทานพระยศเป็นนายร้อยตรีกิตติมศักดิ์แห่งกองทัพบกอังกฤษ แล้วจึงเสด็จกลับมารับราชการในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 6 ในตำแหน่งนายพันโทราชองครักษ์ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทหารบกชั้นประถม นายพันเอกปลัดกรมเสนาธิการทหารบก ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ 2 ตามลำดับ หลังจากทรงผนวชตามขัตติยราชประเพณีแล้ว ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิเษกสมรสกับ หม่อมเจ้ารำไพพรรณี สวัสดิวัฒน์


ศาลาเฉลิมกรุง

รอข้อมูล


เครื่องราชภัณฑ์และพระราชนิยมส่วนพระองค์

พระราชจริยวัตรด้านภาพยนตร์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดการ ถ่ายภาพยนตร์ ทรงเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดเล็ก 16 ม.ม. เรียกว่า “ภาพยนตร์ทรงถ่าย” ต่อมาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ภาพยนตร์อัมพร” เนื้อหาในภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็นบันทึกพระราชพิธีสำคัญ สภาพสังคม และสภาพชีวิตชาวบ้าน ส่วนเรื่องที่มุ่งเพื่อความบันเทิง ได้แก่ เรื่องแหวนวิเศษ
 
ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ สนับสนุนให้สร้างโรงภาพยนตร์ที่ทันสมัยสำหรับฉายภาพยนตร์เสียงแห่งแรกของประเทศในวโรกาสเฉลิมฉลองพระนครครบรอบ 150 ปี พระราชทานนามว่า “ศาลาเฉลิมกรุง”


พระราชประวัติหลังสละราชสมบัติ

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะมีพระราชประสงค์เช่นเดียวกับ จุดมุ่งหมายของคณะราษฎรที่จะให้ประเทศสยามมีการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่พระองค์ไม่เห็นชอบด้วยกับหลักการและการกระทำบางประการของคณะราษฎร ในที่สุดวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติขณะ ประทับ ณ พระตำหนักโนล เมืองแครนลี มณฑลเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ 
 
หลังจากทรงสละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ยังคงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ทรงวางพระองค์อย่างเรียบง่าย ทรงปลูกดอกไม้ด้วยพระองค์เอง ทรงกีฬากอล์ฟและเทนนิสร่วมกับพระญาติพระสหาย ข้าราชบริพารและนักเรียนไทย
 
นอกจากมีพระโรคทางพระเนตรแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงประชวรด้วยโรคพระหทัยด้วยโดยพระอาการได้กำเริบหนักขึ้นเป็นลำดับจนกระทั่งเสด็จสวรรคตอย่างสงบเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ขณะมีพระชนมายุ 48 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างเรียบง่าย ณ ฌาปนสถานโกลเดอร์สกรีน (Golders Green) ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน


พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ใน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปฐมบรม ราชโองการความว่า “…ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติ เป็นที่พึ่งจัดการปกครองรักษาป้องกันอันเป็นธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบาย...” เทอญทรงรับการน้อมเกล้าฯ ถวายเครื่องราชเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องบรมราชาภรณ์และเครื่องประดับพระอิสริยยศในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


พระราชกรณียกิจ

ในช่วงระยะเวลา 9 ปีแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกรณียกิจสำคัญด้านต่างๆ อาทิ การแก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์อักษรไทยที่สมบูรณ์ การประกวดแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก การพระราชทานปริญญาบัตรสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาเป็นครั้งแรก พระราชกรณียกิจด้านการสื่อสาร การเสด็จประพาสในประเทศและต่างประเทศ การทบทวนและจัดทำสนธิสัญญาไมตรี การสร้างระบบราชการให้เป็นคุณธรรม ฯลฯ


งานฉลองพระนครครบ 150 ปี 2475

นับแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์และก่อสร้างกรุงเทพมหา นครเป็นราชธานีเป็นต้นมา จวบจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นระยะเวลา 150 ปีพอดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีฉลองพระนคร โดยมีกำหนดงานแบ่งเป็น 3 ภาคดังนี้
 
ภาคที่ 1 งานฉลองพระนคร ได้แก่
  • พระราชพิธีฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
  • พระราชพิธีเปิดปฐมบรมราชานุสรณ์
ภาคที่ 2 งานเฉลิมสิริราชสมบัติ
ภาคที่ 3 งานพระราชกุศลทักษิณานุปทาน


การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475

เช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 “คณะราษฎร” ได้ทำการยึดอำนาจด้วยวัตถุประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จพระราชดำเนินกลับเข้ากรุงเทพฯ พระราชทานความร่วมมือแก่คณะราษฎรเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้เข้าสู่ความสงบเรียบร้อย และหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่การสูญเสียในบ้านเมือง วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475 พร้อมด้วยการร่างพระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน เพื่อลงพระปรมาภิไธย โดยทรงเติมคำว่า “ชั่วคราว” ลงไป รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยจึงมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475”


การพระราชทานรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475

วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บนพระราชบัลลังค์ภายใต้นพปฎลมหา เศวตฉัตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรสยามแก่ปวงชนชาวไทย